โอวาทของ Steve Jobs

สุนทรพจน์ที่สร้างความประทับใจไปทั่วโลกของ “Steve Jobs” ผู้ก่อตั้ง Apple และผู้สร้าง Macintoch

โอวาทที่ Steve Jobs ผู้สร้าง Macintosh แสดงในวันรับปริญญาของมหาวิทยาลัย Stanford เมื่อวันที่ 12 มิถุนายน ปี 2005 ไม่เพียงสร้างความประทับใจให้แก่บัณฑิตจบใหม่ในวันนั้น แต่ยังรวมไปถึงโลกคอมพิวเตอร์ที่ Silicon Valley และยังคงได้รับการชื่นชมและกล่าวขวัญไปทั่วโลกจนถึงวันนี้

สุนทรพจน์วันนั้น Jobs เพียงแต่เล่าถึงบทเรียนในชีวิตของเขา 3 บท แต่เป็น 3 บทที่ทำให้เขาซึ่งแม้แต่แม่ที่แท้จริงก็ไม่ต้องการ กลายเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งของโลก

บทเรียนบทแรกของ Jobs ซึ่งเขาเรียกมันว่า “การลากเส้นต่อจุด” เริ่มต้นด้วยการเล่าว่า ตัวเขาเองไม่เคยเรียนจบมหาวิทยาลัย เพราะได้ลาออกหลังจากเรียนในมหาวิทยาลัย Reed College ไปได้เพียง 6 เดือน ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยนั้น Jobs กล่าวว่า มันเริ่มขึ้นตั้งแต่เขายังไม่เกิด

แม่ที่แท้จริงของเขา ซึ่งเป็นนักศึกษาสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ไม่ต้องการเลี้ยงดูเขา และตัดสินใจยกเขาให้เป็นบุตรบุญธรรมของคนอื่นตั้งแต่เขายังไม่ลืมตาดูโลก แต่เธอมีเงื่อนไขว่า พ่อแม่บุญธรรมของลูกของเธอจะต้องเรียนจบมหาวิทยาลัย Jobs เกือบจะได้เป็นลูกบุญธรรมของนักกฎหมายที่จบมหาวิทยาลัยและมีฐานะ ถ้าเพียงแต่พวกเขาจะไม่เปลี่ยนใจในนาทีสุดท้ายว่า พวกเขาไม่ต้องการเด็กผู้ชาย

กว่า Jobs จะได้พ่อแม่บุญธรรม ซึ่งต่อมาเป็นผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ ก็อีกหลายเดือนหลังจากเขาเกิด เนื่องจากแม่ที่แท้จริงของเขาเกิดจับได้ว่า ว่าที่พ่อแม่บุญธรรมของ Jobs ได้ปิดบังระดับการศึกษาที่แท้จริงซึ่งไม่ได้จบมหาวิทยาลัย และพ่อบุญธรรมของ Jobs ไม่ได้เรียนมัธยมด้วยซ้ำ แต่ต่อมาเธอก็ได้ยอมเซ็นยก Jobs ให้แก่พ่อแม่บุญธรรม เมื่อพวกเขารับปากว่าจะส่งเสียให้ Jobs ได้เรียนมหาวิทยาลัย

17 ปีต่อมา Jobs ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยสมตามความต้องการของแม่ที่แท้จริง ผู้ไม่เคยเลี้ยงดูเขาแต่กลับต้องการกำหนดชะตาชีวิตของลูกที่ตนไม่เคยเลี้ยงดู เพียง 6 เดือนในมหาวิทยาลัย Jobs ใช้เงินเก็บที่พ่อแม่บุญธรรมซึ่งเป็นเพียงชนชั้นแรงงานได้สะสมมาตลอดชีวิต หมดไปกับค่าเล่าเรียนที่แสนแพง Jobs ตัดสินใจลาออก เพราะเขามองไม่เห็นคุณค่าของการเรียนมหาวิทยาลัย ซึ่งไม่สามารถช่วยให้เขาคิดได้ว่า เขาต้องการจะทำอะไรในชีวิต

แม้ว่าตอนนี้เมื่อมองกลับไปเขาจะรู้สึกว่า การตัดสินใจลาออกจากมหาวิทยาลัยเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเขา เพราะการลาออกทำให้เขาไม่ต้องฝืนเข้าเรียนในวิชาปกติที่บังคับเรียนซึ่งเขาไม่เคยชอบหรือสนใจ แต่สามารถเข้าเรียนในวิชาที่เขาเห็นว่าน่าสนใจได้

แต่เขาก็ยอมรับว่า นั่นเป็นชีวิตที่ยากลำบาก เมื่อเขาไม่ได้เป็นนักศึกษา จึงไม่มีห้องพักในหอพัก และต้องนอนกับพื้นในห้องของเพื่อน ต้องเก็บขวดโค้กที่ทิ้งแล้วไปแลกเงินมัดจำขวดเพียงขวดละ 5 เซ็นต์ เพื่อนำเงินนั้นไปซื้ออาหาร และต้องเดินไกล 7 ไมล์ทุกคืนวันอาทิตย์ เพื่อไปกินอาหารดีๆ สัปดาห์ละหนึ่งมื้อที่วัด Hare Krishna

อย่างไรก็ตาม เขาชอบที่หลังจากลาออก เขาสามารถที่จะไปเข้าเรียนวิชาใดก็ได้ที่สนใจ และวิชาทั้งหลายที่เขาได้เรียนในช่วงนั้น ซึ่งเขาใช้เวลาทั้งหมด 18 เดือน โดยเลือกเรียนตามแต่ความสนใจและสัญชาตญาณของเขาจะพาไป ได้กลายมาเป็นความรู้ที่หาค่ามิได้ให้แก่ชีวิตของเขาในเวลาต่อมา และหนึ่งในนั้นคือ วิชา ศิลปะการประดิษฐ์และออกแบบตัวอักษร (Calligraphy)

Jobs ยอมรับว่า ในตอนนั้นเขาเองก็ยังมองไม่ออกเช่นกันว่า จะนำความรู้ที่ได้จากวิชานี้ไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในอนาคตของเขา แต่ 10 ปีหลังจากนั้น เมื่อเขากับเพื่อนช่วยกันออกแบบเครื่องคอมพิวเตอร์ Macintosh เครื่องแรก วิชานี้ได้กลับมาเป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างไม่เคยนึกฝันมาก่อน และทำให้ Mac กลายเป็นคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ที่มีการออกแบบตัวอักษรและการจัดช่องไฟที่สวยงาม

ถ้าหากเขาไม่ลาออกจากมหาวิทยาลัย เขาก็คงจะไม่เคยเข้าไปนั่งเรียนวิชานี้ และ Mac ก็คงไม่อาจจะมีตัวอักษรแบบต่างๆ ที่หลากหลาย หรือ font ที่มีการเรียงพิมพ์ที่ได้สัดส่วนสวยงาม รวมทั้งเครื่องพีซี ซึ่งใช้ Windows ที่ลอกแบบไปจาก Mac อีกต่อหนึ่งก็เช่นกัน คงจะไม่มีตัวอักษรสวยๆ ใช้อย่างที่มีอยู่ในตอนนี้

อย่างไรก็ตาม Jobs บอกว่า ในเวลาที่เขาตัดสินใจลาออกนั้น เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะสามารถ “ลากเส้นต่อจุด” หรือหยั่งรู้อนาคตได้ว่า วิชาออกแบบและประดิษฐ์ตัวอักษร (คอลิกราฟฟี่) จะกลายเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ในการออกแบบ Mac เขาเพียงสามารถจะลากเส้นต่อจุดระหว่างวิชาลิปิศิลป์กับการคิดค้นเครื่อง Mac ได้อย่างชัดเจน ก็ต่อเมื่อมองย้อนกลับไปข้างหลังเท่านั้น

ในเมื่อไม่มีใครที่จะลากเส้นต่อจุดไปในอนาคตได้ ดังนั้นคำแนะนำของ Jobs ก็คือ คุณจะต้อง “ไว้ใจและเชื่อมั่น” ว่า จุดทั้งหลายที่คุณได้ผ่านมาในชีวิตคุณ มันจะหาทางลากเส้นต่อเข้าด้วยกันเองในอนาคต ซึ่งจะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะเป็นสติปัญญา โชคชะตา ชีวิต หรือกฎแห่งกรรม ขอเพียงแต่คุณต้องมีศรัทธาในสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่

บทเรียนชีวิตบทที่สองที่ Jobs เล่าต่อไปคือ ความรักและการสูญเสีย Jobs อายุเพียง 20 ปี เมื่อเขาเริ่มก่อตั้ง Apple กับเพื่อนที่โรงรถของพ่อ เพียง 10 ปีให้หลัง Apple เติบโตจากคนเพียง 2 คนกลายเป็นบริษัทใหญ่โตที่มีมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์และพนักงานมากกว่า 4,000 คน

แต่หลังจากที่เขาเพิ่งเปิดตัว Macintosh ซึ่งเป็นประดิษฐกรรมสร้างสรรค์ที่ดีที่สุดของเขา ได้เพียงปีเดียว Jobs ก็ถูกไล่ออกจากบริษัทที่เขาเป็นผู้ก่อตั้งเองกับมือ เมื่ออายุเพียงแค่ 30 ปี หลังจากเขาทะเลาะถึงขั้นแตกหักกับนักบริหารมืออาชีพ ที่เขาเองเป็นผู้ว่าจ้างให้มาบริหาร Apple และกรรมการบริษัทกลับเข้าข้างผู้บริหารคนนั้น

ข่าวการถูกไล่ออกของเขาเป็นข่าวที่ใหญ่มาก และเช่นเดียวกัน มันเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิตของเขา Jobs กล่าวว่า เขาได้สูญเสียสิ่งที่เขาได้ทำมาตลอดชีวิตไปในพริบตา และเขารู้สึกเหมือนตัวเองพังทลาย เขาไม่รู้จะทำอะไรอยู่หลายเดือน และถึงกับคิดจะหนีออกจากวงการคอมพิวเตอร์ไปชั่วชีวิต

แต่ความรู้สึกอย่างหนึ่งกลับค่อยๆ สว่างขึ้นข้างในตัวเขา และเขาก็พบว่า เขายังคงรักในสิ่งที่เขาทำมาแล้ว ความล้มเหลวที่ Apple มิอาจเปลี่ยนแปลงความรักที่เขามีต่อสิ่งที่ได้ทำมาแล้วแม้เพียงน้อยนิด เขาจึงตัดสินใจที่จะเริ่มต้นใหม่ทั้งหมด ซึ่งต่อมาเขาพบว่า การถูกอัปเปหิจาก Apple กลับกลายเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่เคยเกิดขึ้นในชีวิตของเขา เพราะความหนักอึ้งของการประสบความสำเร็จได้ถูกแทนที่ด้วยความเบาสบายของการเป็นมือใหม่อีกครั้ง และช่วยปลดปล่อยเขาให้เป็นอิสระ จนสามารถเข้าสู่ช่วงเวลาที่สร้างสรรค์ที่สุดในชีวิตของเขา

ช่วง 5 ปีหลังจากนั้น Jobs ได้เริ่มตั้งบริษัทใหม่ชื่อ NeXT และ Pixar และพบรักกับ Laurence ซึ่งต่อมาเป็นภรรยาของเขา Pixar ได้สร้างภาพยนตร์การ์ตูนจากคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องแรกของโลกนั่นคือ Toy Story และขณะนี้เป็นสตูดิโอผลิตการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในโลก

ส่วน Apple กลับมาซื้อ NeXT ซึ่งทำให้ Jobs ได้กลับคืนสู่ Apple อีกครั้ง และเทคโนโลยีที่เขาได้คิดค้นขึ้นที่ NeXT ได้กลายมาเป็นหัวใจของยุคฟื้นฟูของ Apple

Jobs กล่าวว่า ความล้มเหลวเป็นยาขมแต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนไข้ เมื่อชีวิตเล่นตลกกับคุณ จงอย่าสูญเสียความเชื่อมั่นในสิ่งที่คุณรัก Jobs เชื่อว่า สิ่งเดียวที่ทำให้เขาลุกขึ้นได้ในครั้งนั้น คือเขารักในสิ่งที่เขาทำ ดังนั้นคุณจะต้องหาสิ่งที่คุณรักให้เจอ เพราะวิธีเดียวที่จะทำให้คุณเกิดความพึงพอใจอย่างแท้จริง คือการได้ทำในสิ่งที่คุณเชื่อว่ามันยอดเยี่ยม และวิธีเดียวที่คุณจะทำให้คุณสามารถทำสิ่งที่ยอดเยี่ยมได้ก็คือ คุณจะต้องรักในสิ่งที่คุณทำ และถ้าหากคุณยังหามันไม่พบ อย่าหยุดหาจนกว่าจะพบ และคุณจะรู้ได้เองเมื่อคุณได้ค้นพบสิ่งที่คุณรักแล้ว

ส่วนบทเรียนชีวิตบทสุดท้ายในโอวาทของเขาคือ ความตาย เมื่ออายุ 17 ปี Jobs ประทับใจในข้อความหนึ่งที่เขาได้อ่านมา ซึ่งเสนอแนวคิดให้คนมีชีวิตอยู่โดยคิดว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต และตลอด 33 ปีที่ผ่านมา Jobs จะถามตัวเองในกระจกทุกเช้าว่า ถ้าวันนี้เป็นวันสุดท้ายในชีวิตของเขา เขาจะยังคงต้องการทำสิ่งที่เขากำลังจะทำในวันนี้หรือไม่ ถ้าหากคำตอบเป็น “ไม่” ติดๆ กันหลายวัน เขาก็รู้ว่า ถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเปลี่ยนแปลง

Jobs กล่าวว่า วิธีคิดว่าคนเราอาจจะตายวันตายพรุ่ง เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่สุดเท่าที่เขาเคยรู้จักมา ซึ่งได้ช่วยให้เขาสามารถตัดสินใจครั้งใหญ่ๆ ในชีวิตได้ เพราะเมื่อความตายมาอยู่ตรงหน้า แทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความคาดหวังของคนอื่น ชื่อเสียงเกียรติยศ ความกลัวที่จะต้องอับอายขายหน้าหรือล้มเหลว จะหมดความหมายไปสิ้น เหลือไว้ก็แต่เพียงสิ่งที่มีคุณค่าความหมายและความสำคัญที่แท้จริงเท่านั้น

วิธีคิดเช่นนี้ยังเป็นวิธีที่ดีที่สุด ที่จะช่วยให้คุณไม่ตกลงไปในกับดักความคิดที่ว่า คุณมีอะไรที่จะต้องสูญเสีย เพราะความจริงแล้ว เราทุกคนล้วนมีแต่ตัวเปล่าๆ ด้วยกันทั้งนั้น

เมื่อปีที่แล้ว เขาได้รับการตรวจวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งที่ตับอ่อนชนิดที่รักษาไม่ได้ และจะตายภายในเวลาไม่เกิน 3-6 เดือน แพทย์ถึงกับบอกให้เขากลับไปสั่งเสียครอบครัวซึ่งเท่ากับเตรียมตัวตาย

แต่แล้วในเย็นวันเดียวกัน เมื่อแพทย์ได้ใช้กล้องสอดเข้าไปตัดชิ้นเนื้อที่ตับอ่อนของเขาออกมาตรวจอย่างละเอียด ก็กลับพบว่า มะเร็งตับอ่อนที่เขาเป็นนั้นแม้จะเป็นชนิดที่พบได้ยากก็จริง แต่มีวิธีรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัด และเขาก็ได้รับการผ่าตัดและหายดีแล้ว

นั่นเป็นการเข้าใกล้ความตายมากที่สุดเท่าที่ Jobs เคยเผชิญมา และทำให้ขณะนี้เขายิ่งสามารถพูดได้เต็มปาก เสียยิ่งกว่าเมื่อตอนที่เขาเพียงแต่ใช้ความตายมาเตือนตัวเองเป็นมรณานุสติว่า ไม่มีใครที่อยากตาย แม้แต่คนที่อยากขึ้นสวรรค์ก็ยังไม่อยากตายก่อนเพื่อจะไปสวรรค์ แต่ก็ไม่มีใครหลีกหนีความตายพ้น และเขาคิดว่า มันก็ควรจะเป็นเช่นนั้น Jobs เห็นว่า ความตายคือประดิษฐกรรมที่ดีที่สุดของ “ชีวิต” ความตายคือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิต ความตายกวาดล้างสิ่งเก่าๆ ให้หมดไปเพื่อเปิดทางให้แก่สิ่งใหม่ๆ

ดังนั้น Jobs บอกว่า เวลาของคุณจึงมีจำกัด และอย่ายอมเสียเวลามีชีวิตอยู่ในชีวิตของคนอื่น จงอย่ามีชีวิตอยู่ด้วยผลจากความคิดของคนอื่น และอย่ายอมให้เสียงของคนอื่นๆ มากลบเสียงที่อยู่ภายในตัวของคุณ และที่สำคัญที่สุดคือ คุณจะต้องมีความกล้าที่จะก้าวไปตามที่หัวใจคุณปรารถนาและสัญชาตญาณของคุณจะพาไป เพราะหัวใจและสัญชาตญาณของคุณรู้ดีว่า คุณต้องการจะเป็นอะไร

Jobs ปิดท้ายสุนทรพจน์ของเขา ด้วยการหยิบยกวลีที่อยู่ใต้ภาพบนปกหลังของวารสารฉบับสุดท้ายของวารสารเล่มหนึ่งที่เลิกผลิตไปตั้งแต่เมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งเขาเปรียบวารสารดังกล่าวเป็น Google บนแผ่นกระดาษ และเป็นประดุจคัมภีร์ของคนรุ่นเขา วารสารดังกล่าวมีชื่อว่า The Whole Earth Catalog จัดทำโดย Stewart Brand ส่วนวลีนั้นคือ “จงหิวโหย จงโง่เขลาอยู่เสมอ” ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาหวังจะเป็นเช่นนั้นเสมอมา

ที่มา : Fortune ฉบับเดือนกันยายน 2548
แปลและเรียบเรียงโดย เสาวนีย์ พิสิฐานุสรณ์

https://www.youtube.com/watch?v=UF8uR6Z6KLc

ติดตามบทความทาง LINE โดยการ add LINE ID : @pagdesign

https://www.facebook.com/wirodePAG : เพจรวมบทความที่ให้แนวคิดเกี่ยวกับการดำเนินชีวิต, การทำธุรกิจ และไอเดียดีๆ สาระน่ารู้เกี่ยวกับการออกแบบ

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

อนาคต อะไรก็ไม่รู้

  • เมื่อนายแบงก์ใหญ่บอกว่า โลกการเงินวันนี้กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก “เทคโนโลยี” ไม่ใช่แค่ “ดิจิทัลแบงกิ้ง” แต่ยังไปไกลกว่านั้น…
  • ถามว่าคืออะไร? นายแบงก์ทุกคนตอบเหมือนกันก็คือ “ไม่รู้”?? ความน่ากลัวของสงครามครั้งนี้ก็คือ เขาไม่รู้ว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร? คู่แข่งของเขาไม่ใช่แบงก์ด้วยกันแล้ว… แต่เป็นอะไรก็ไม่รู้?
  • โลกเทคโนโลยีได้พา “คู่แข่ง” ใหม่ๆ เข้ามา… คิดเล่นๆ ว่าถ้าวันหนึ่งโอเปอเรเตอร์มือถือแปลงกายเป็น “แบงก์”… ธุรกรรมการเงินทั้งหมดไม่ต้องผ่านแบงก์… ใช้บัตรเติมเงินแทน… หรืออะไรก็ไม่รู้? น่ากลัวมากครับ!
  • และไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมการเงินเท่านั้น ตอนนี้แทบทุกธุรกิจก็กำลังเผชิญกับคู่แข่งรายเดียวกัน! ชื่อว่า “อะไรก็ไม่รู้”?
  • เอเยนซี่โฆษณาที่เคยมีรายได้ที่แน่นอนจากการทำหนังโฆษณาและการวางสื่อยุคเก่าอย่างโทรทัศน์ วิทยุหนังสือพิมพ์… ตอนนี้ก็เจอ “สื่อยุคใหม่” อย่างโซเชียลมีเดีย… การวางโฆษณาในสื่อก็ยากขึ้นกว่าเดิม…
  • โทรทัศน์ที่เคยเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมสูงสุด ตอนนี้ก็เริ่มเจอปัญหาเรื่องจำนวนคนดูที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์น้อยลง… คนรุ่นใหม่เริ่มหนีไปดูในยูทูบแทน … จะดูเมื่อไรก็ได้…
  • หนังสือพิมพ์และนิตยสารก็เจอปัญหาคล้ายกัน… คนเสพสื่อจากกระดาษน้อยลง… ไปเสพสื่อจาก “หน้าจอ” มือถือและแท็บเลตมากขึ้น…
  • ธุรกิจค้าปลีกตอนนี้ก็มีปัญหา… จากเดิมที่คนซื้อของตามศูนย์การค้า… ตอนนี้ก็เริ่มซื้อผ่านออนไลน์มากขึ้น… “บายพาส” จาก “ผู้ซื้อ” ไปสู่ “ผู้ขาย” เลย… ไม่ต้องผ่านคนกลาง… ค่า GP ที่ เคยเป็นรายได้หลักของห้างอาจต้องเปลี่ยนไป…
  • โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว… และยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ… ยังไม่นิ่งครับ…
  • ในอดีตคนที่เริ่มต้นก่อนคือคนที่ได้เปรียบ… เพราะมีฐานที่มั่นและฐานลูกค้าเหนือกว่ารายใหม่… แต่วันนี้ บางทีคนที่โชคดีคือคนที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ… เพราะสามารถเดินตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้เลย โดยไม่มีภาระ… ในขณะที่คนที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว กลไกธุรกิจของเขายังเป็นรูปแบบเดิมๆ…
  • การปรับโครงสร้างไม่ใช่เรื่องง่าย… เหมือนกับการต่อเติมบ้านเก่ากับสร้างบ้านใหม่บนที่ดินเปล่า… การจะขยับไปสู่รูปแบบใหม่ๆ ก็ไม่ชัดว่า “ความเปลี่ยนแปลง” นั้นเป็น “ของจริง” หรือ “แฟชั่น” ที่บูม แบบชั่วข้ามคืน… ตัดสินใจยากมากครับ…
  • วันนี้ คนที่เริ่มต้นก่อนอาจไม่ใช่คนที่ได้เปรียบ… กลายเป็นว่า ยิ่งเริ่มต้นก่อนนานเท่าไร ยิ่งปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงยากเท่านั้น… ภาระข้างหลังเยอะมาก…
  • ตอนนี้คนที่ทำธุรกิจคงต้องใช้วิธีการปรับตัวแบบเดินใน “ความมืด”… เมื่อเราไม่รู้ว่าในความมืดมีอะไร? เราก็ต้องค่อยๆ ก้าว หยั่งขาลงช้าๆ… ถ้าเจออะไรไม่ชอบมาพากลจะได้ชักขากลับได้ทัน… จะปรับตัวแบบ “วู่วาม” ไม่ได้เลย… เพราะคู่แข่งใหม่ในวันนี้… คืออะไรก็ไม่รู้? แต่น่ากลัวจริงๆ ครับ!
(ต้นฉบับได้มาจากการส่งต่อทางโซเชียลมีเดีย ขอขอบคุณผู้สร้างสรรค์เนื้อหา)
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

อนาคต อะไรก็ไม่รู้

  • เมื่อนายแบงก์ใหญ่บอกว่า โลกการเงินวันนี้กำลังเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่จาก “เทคโนโลยี”
  • ไม่ใช่แค่ “ดิจิทัลแบงกิ้ง” แต่ยังไปไกลกว่านั้น…
  • ถามว่าคืออะไร?
  • นายแบงก์ทุกคนตอบเหมือนกัน ก็คือ “ไม่รู้”??
  • ความน่ากลัวของสงครามครั้งนี้ก็คือ เขาไม่รู้ว่ากำลังสู้อยู่กับอะไร?
  • คู่แข่งของเขาไม่ใช่แบงก์ด้วยกันแล้ว…
  • แต่เป็นอะไรก็ไม่รู้?
  • โลกเทคโนโลยีได้พา “คู่แข่ง” ใหม่ๆ เข้ามา…
  • คิดเล่นๆ ว่าถ้าวันหนึ่งโอเปอเรเตอร์มือถือแปลงกายเป็น “แบงก์”…
  • ธุรกรรมการเงินทั้งหมดไม่ต้องผ่านแบงก์…
  • ใช้บัตรเติมเงินแทน…
  • หรืออะไรก็ไม่รู้?
  • น่ากลัวมากครับ!
  • และไม่เพียงแต่อุตสาหกรรมการเงินเท่านั้น ตอนนี้แทบทุกธุรกิจก็กำลังเผชิญกับคู่แข่งรายเดียวกัน!
  • ชื่อว่า “อะไรก็ไม่รู้”?
  • เอเยนซี่โฆษณาที่เคยมีรายได้ที่แน่นอนจากการทำหนังโฆษณาและการวางสื่อยุคเก่าอย่างโทรทัศน์ วิทยุ
  • หนังสือพิมพ์…
  • ตอนนี้ก็เจอ “สื่อยุคใหม่” อย่างโซเชียลมีเดีย…
  • การวางโฆษณาในสื่อก็ยากขึ้นกว่าเดิม…
  • โทรทัศน์ที่เคยเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมสูงสุด ตอนนี้ก็เริ่มเจอปัญหาเรื่องจำนวนคนดูที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์น้อยลง…
  • คนรุ่นใหม่เริ่มหนีไปดูในยูทูบแทน …
  • จะดูเมื่อไรก็ได้…
  • หนังสือพิมพ์และนิตยสารก็เจอปัญหาคล้ายกัน…
  • คนเสพสื่อจากกระดาษน้อยลง…
  • ไปเสพสื่อจาก “หน้าจอ” มือถือและแท็บเลตมากขึ้น…
  • ธุรกิจค้าปลีกตอนนี้ก็มีปัญหา…
  • จากเดิมที่คนซื้อของตามศูนย์การค้า…
  • ตอนนี้ก็เริ่มซื้อผ่านออนไลน์มากขึ้น…
  • “บายพาส” จาก “ผู้ซื้อ” ไปสู่ “ผู้ขาย” เลย…
  • ไม่ต้องผ่านคนกลาง…
  • ค่า GP ที่ เคยเป็นรายได้หลักของห้างอาจต้องเปลี่ยนไป…
  • โลกวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว…
  • และยังเปลี่ยนไปเรื่อยๆ…
  • ยังไม่นิ่งครับ…
  • ในอดีตคนที่เริ่มต้นก่อนคือคนที่ได้เปรียบ…
  • เพราะมีฐานที่มั่นและฐานลูกค้าเหนือกว่ารายใหม่…
  • แต่วันนี้ บางทีคนที่โชคดีคือคนที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจ…
  • เพราะสามารถเดินตามโลกที่เปลี่ยนแปลงไปได้เลย โดยไม่มีภาระ…
  • ในขณะที่คนที่ทำธุรกิจอยู่แล้ว กลไกธุรกิจของเขายังเป็นรูปแบบเดิมๆ…
  • การปรับโครงสร้างไม่ใช่เรื่องง่าย…
  • เหมือนกับการต่อเติมบ้านเก่ากับสร้างบ้านใหม่บนที่ดินเปล่า…
  • การจะขยับไปสู่รูปแบบใหม่ๆ ก็ไม่ชัดว่า “ความเปลี่ยนแปลง” นั้นเป็น “ของจริง” หรือ “แฟชั่น” ที่บูม แบบชั่วข้ามคืน…
  • ตัดสินใจยากมากครับ…
  • วันนี้ คนที่เริ่มต้นก่อนอาจไม่ใช่คนที่ได้เปรียบ…
  • กลายเป็นว่า ยิ่งเริ่มต้นก่อนนานเท่าไร ยิ่งปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงยากเท่านั้น…
  • ภาระข้างหลังเยอะมาก…
  • ตอนนี้คนที่ทำธุรกิจคงต้องใช้วิธีการปรับตัวแบบเดินใน “ความมืด”…
  • เมื่อเราไม่รู้ว่าในความมืดมีอะไร?
  • เราก็ต้องค่อยๆ ก้าว หยั่งขาลงช้าๆ….
  • ถ้าเจออะไรไม่ชอบมาพากลจะได้ชักขากลับได้ทัน…
  • จะปรับตัวแบบ “วู่วาม” ไม่ได้เลย…
  • เพราะคู่แข่งใหม่ในวันนี้…
  • คืออะไรก็ไม่รู้?
  • แต่น่ากลัวจริงๆ ครับ!
โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

RIT grads, strong in creativity.

3M invests in StrongArm Technologies—RIT grads’ company

Sean Petterson, co-founder of StrongArm Technologies,

http://www.democratandchronicle.com/…/3m-invests-…/76613844/

 

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

ไขมันในเลือด (ไตรกลีเซอไรด์)

ภาพแสดงไขมันในเลือด หรือโคเลสเตอรอลรวม (total cholesterol) ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญๆ 3 กลุ่มได้แก่ [ SavvyHealthFitness ] & ADAM

  • (1). ฝ่ายดี > โคเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)
  • (2). ฝ่ายร้าย > โคเลสเตอรอลชนิดร้าย (LDL)
  • (3). ผู้ช่วยฝ่ายร้าย > ไขมันไตรกลีเซอไรด์ (triglycerides)

ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันที่มาจาก 2 แหล่งได้แก่ ตับสร้างขึ้นใหม่ และมาจากอาหารไขมันโดยตรง

ร่างกายคนเรา (ตับ) สร้างไตรกลีเซอไรด์จากอาหารกลุ่มให้กำลังงาน (แคลอรี) ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต (แป้ง-น้ำตาล), ไขมัน, และโปรตีน (ถั่ว-เนื้อ-นม-ไข่-โปรตีนเกษตร-เต้าหู้)

ร่างกายเราใช้ไตรกลีเซอไรด์เป็นแหล่งกำลังงานได้ โดยมีการนำไปฝากไว้ที่บัญชีไขมันในธนาคารใหญ่ คือ เซลล์ไขมันทั่วร่างกาย

เมื่อต้องการใช้… จะทำการถอนออกจากบัญชีมาใช้ ตรงกันข้ามถ้ามีเกินความต้องการก็จะนำไปฝากไว้ที่เนื้อเยื่อไขมัน ทำให้อ้วนขึ้น

ไขมันไตรกลีเซอไรด์ในเลือดทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยฝ่ายร้าย คือ ทำให้โคเลสเตอรอลฝ่ายดี (HDL ทำหน้าที่ช่วยทำความสะอาดผนังหลอดเลือด) มีอายุสั้นลง + โคเลสเตอรอลฝ่ายร้าย (LDL ทำหน้าที่นำคราบไขมันไปทิ้งไว้ตามผนังหลอดเลือด) แทรกซึมเข้าไปในผนังหลอดเลือดได้มากขึ้น

นอกจากนั้นยังสะสมในตับ ทำให้เกิดโรคไขมันจับตับ (fatty liver) ซึ่งเพิ่มเสี่ยง (ความน่าจะเป็น) โรคตับอักเสบ และตับแข็งได้

http://health2u.exteen.com/20090624/entry-3

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

รักคนไกล แต่ระอาคนใกล้

IMG_7236

“_ _ _ _ _ รักป่ารักต้นไม้ทั่วทั้งโลกนั้น บางครั้งกลับง่ายกว่ารักต้นไม้ในบ้าน เราพร้อมจะไปปลูกป่าทั่วทุกหนแห่ง แต่คร้านที่จะดูแลต้นไม้ในบ้าน ปลูกป่านอกบ้านไม่ใช่เรื่องยาก แค่หย่อนกล้าไม้ลงหลุมแล้วกลบ จากนั้นก็กลับบ้านได้เลย แต่ปลูกต้นไม้ที่บ้านสิ เรายังต้องรดน้ำพรวนดินใส่ปุ๋ยนานนับปี ครั้นต้นไม้เติบโตสูงใหญ่ก็ยังต้องเสียเวลากวาดใบไม้ร่วงไม่หยุดหย่อน วันดีคืนดี กิ่งไม้อาจตกมากระแทกหลังคาเป็นรู เป็นเพราะต้นไม้นอกบ้านให้แต่สิ่งดีๆ มีแต่สิ่งที่น่าชื่นชม ไม่เป็นภาระแก่เราเลย เราจึงรักเขาได้ง่าย ส่วนต้นไม้ในบ้านนั้นเรียกร้องการดูแลเอาใจใส่จากเรา แถมยังอาจก่อปัญหาให้ด้วย หลายคนจึงมองเห็นแต่ข้อเสียของเขา จนรู้สึกระอาขึ้นมา

เป็นเพราะเหตุผลเดียวกันนี้หรือเปล่า ผู้คนเป็นอันมากจึงรักและชื่นชมคนอื่นได้ง่ายกว่าคนในบ้าน เราเห็นแต่ความดีของคนไกลตัวเพราะเขาไม่เคยเรียกร้องอะไรจากเราเลย ส่วนคนในบ้านนั้นอยู่ใกล้กับเรามากเกินไปจึงเห็นแต่ข้อเสียของเขา หรือเห็นเขาเป็นภาระที่ต้องดูแลเอาใจใส่จนกลบข้อดีของเขาไปเกือบหมด ผลก็คือเรามักสุภาพอ่อนโยนกับคนไกล แต่มึนตึงฉุนเฉียวง่ายมากกับคนใกล้ตัว

ลองมองให้เห็นคุณประโยชน์หรือความดีของต้นไม้ในบ้านบ้าง เราอาจจะรักเขาได้ง่ายขึ้น หลายคนมาเห็นประโยชน์ของต้นไม้ในบ้านก็หลังจากที่โค่นมันจนเหลือแต่ตอ แต่นั่นก็สายไปแล้ว จะไม่ดีกว่าหรือหากเรารู้จักชื่นชมเขาขณะที่ยังอยู่กับเรา กับคนในบ้านก็เช่นกัน เราควรหัดชื่นชม คุณความดีของเขาบ้าง ที่แล้วมาเราอาจมองข้ามไป เพราะคุ้นชินความดีที่เขาทำกับเราจนมองเห็นเป็นเรื่องธรรมดา
เพลงที่แสนไพเราะหากได้ฟังทุกวันทุกคืนก็กลายเป็นเพลงดาษ ๆ ไม่มีเสน่ห์สำหรับเรา ฉันใดก็ฉันนั้น คำพูดที่ไพเราะของภรรยา น้ำใจของสามี หรือความใส่ใจของพ่อแม่ หากเราได้ยินได้ฟังหรือได้รับติดต่อกันเป็นปี ๆ หรือนานนับสิบปี ก็กลับกลายเป็นสิ่งสามัญจนเรามองไม่เห็นความสำคัญ ไม่ต่างจากอากาศที่เราไม่ค่อยเห็นคุณค่าทั้ง ๆ ที่ขาดมันไม่ได้เลย

น่าแปลกก็ตรงที่หากคนใกล้ตัวทำผิดพลาดหรือสร้างความไม่พอใจแก่เรา แม้เพียง ครั้งเดียว การกระทำนั้น ๆ กลับฝังใจเราได้นานหรือลึกกว่าความดีที่เขาทำกับเรานับร้อยนับพันครั้ง ใช่หรือไม่ว่าเวลาเขาทำดีกับเรา เรามองว่านั่นเป็น “หน้าที่ของเขา” หรือเป็น “สิทธิที่เราควรได้รับ” แต่เมื่อใดที่เขาทำไม่ดีกับเรา ทำให้เราไม่พอใจ เรากลับมองว่าการกระทำเช่นนั้นเป็น “สิ่งที่ไม่สมควร” เป็นเรื่อง “ไม่ธรรมดา” ดังนั้นจึงฝังใจเราได้ง่ายกว่า อันที่จริงเขาอาจไม่ได้ทำผิดพลาดเกินวิสัยปุถุชน แต่ความที่เรามักจะมีความคาดหวังสูงจากคนใกล้ชิด ความผิดพลาดของเขาแม้เพียงเล็กน้อยก็ทำให้เราหัวเสีย ขุ่นเคือง หรือน้อยเนื้อต่ำใจได้ง่ายและนาน

คนในบ้านหรือคนใกล้ตัวนั้น ไม่ว่าจะดีแสนดีเพียงใด ก็ย่อมมีวันที่ต้องกระทบกระทั่งกับเราบ้าง แต่หากเราไม่ฝังใจอยู่กับเหตุการณ์เหล่านั้น หันมามองและชื่นชมคุณความดีของเขา เปิดใจรับรู้ความรักที่เขามีต่อเรา เราจะรักเขาได้ง่ายขึ้น และตระหนักว่าเขามีความสำคัญต่อชีวิตของเรายิ่งกว่าคนไกลตัวเสียอีก อย่ารอให้เขาจากไปเสียก่อนถึงค่อยมาเห็นคุณค่าของเขา ถึงตอนนั้นก็สายไปเสียแล้ว

อะไรก็ตามยิ่งอยู่ใกล้ตัวมากเท่าไร เราย่อมหน่ายแหนงและระอาได้ง่ายมากเท่านั้น เพราะใจที่ชอบเห็นแต่แง่ลบมากกว่าแง่บวก มิใช่แค่ต้นไม้ในบ้าน หรือคนในบ้านเท่านั้น หากยังรวมถึงทรัพย์สมบัติในบ้านด้วย แต่นั่นยังไม่ใกล้เท่ากับร่างกายและจิตใจของเราเอง ไม่ว่าสวยเท่าใดก็ยังเห็นแต่ความไม่งามของตัวเอง ไม่ว่าจะทำดีเพียงใดก็ยังเห็นแต่ตัวเองในแง่ร้าย คนที่เกลียดตัวเองนั้นทุกวันนี้มีมากมาย ยิ่งรักก็ยิ่งเกลียดเพราะไม่ดีอย่างที่หวัง ยิ่งยึดติดคาดหวังกับความสมบูรณ์พร้อม ก็ยิ่งเห็นแต่ความบกพร่องของตนเอง

ลองมองให้เห็นความดีของตัวเองบ้าง ให้อภัยกับความผิดพลาด ยอมรับความไม่สมบูรณ์พร้อม ใช้สิ่งที่มีอยู่แม้น้อยนิดเพื่อการสร้างสรรค์สิ่งดีงาม แล้วคุณจะรักตัวเองได้มากขึ้น_ _ _ _ _”

สำหรับท่านที่คิดว่าชีวิตของท่านแสนธรรมดา ไม่มีอะไรดี “เป็นพิเศษ” ให้น่าชื่นใจเลย ลองอ่านสิ่งที่ท่าน Thích Nhất Hạnh (ทิก เญิ้ต หั่ญ) พระภิกษุชาวเวียตนาม นิกายเซ็นของมหายานซึ่งเป็นที่นับถือของชาวโลกอย่างสูงกล่าวไว้

“_ _ _ _ _ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนน้ำหรือบินอยู่บนอากาศ แต่ปาฏิหาริย์ของชีวิตคือการเดินอยู่บนผืนดินและมีความสุขในทุกย่างก้าว ชีวิตเราเต็มไปด้วยเรื่อง “ธรรมดา” เช่น ตื่นมาอาบน้ำ แปรงฟัน ขับรถไปหางาน กินอาหารเที่ยงกับเพื่อนในที่เดิม ๆ ตอนเย็นกลับบ้านก็เห็นหน้าภรรยา หรือสามีคนเดิม ใส่ชุดธรรมดา หน้าตาเราหรือก็ธรรมดา ๆ ….. เราส่วนใหญ่แล้วก็เป็นคนธรรมดา ๆ มีชีวิตธรรมดา ๆ กันทั้งนั้น

แต่ถ้าความ “ธรรมดา” นี้หมดไปล่ะ เช่น อยู่ดี ๆ ลูกเราเกิดเป็นมะเร็ง ไปมีเรื่อง นอกบ้าน ไปติดยา ไปคบเพื่อนไม่ดี หรือสามี หรือภรรยาเราตาย ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม หรือเราถูกไล่ออกจากงาน เราประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เป็นอัมพาต เรื่องที่เคยธรรมดาก็จะ “ไม่ธรรมดา” ไปในทันที และในเวลานั้นเองเราจะหวนมาคิดเสียดายความเป็น “ธรรมดา” จนใจแทบจะขาด…..

สิ่งธรรมดา คือ สิ่งพิเศษ ขอให้เรารีบชื่นชมกับความ “ธรรมดา” ที่เรามี และใช้ชีวิตกับสิ่งรอบตัวของเรา ประหนึ่งว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งมหัศจรรย์ของจักรวาล เพราะสิ่งธรรมดา ๆ แท้จริงแล้วคือสิ่งที่พิเศษที่สุดแล้วสำหรับมนุษย์อย่างเรา¬¬_ _ _ _ _”

อ่านเนื้อหาเดิมฉบับเต็ม :

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น

Psychology of Color in Digital Marketing

Color Preferences by Gender

Perceived appropriateness may explain why the most popular car colors are white, black, silver and gray … but is there something else at work that explains why there aren’t very many purple power tools?

Men prefer bright colors, Women prefer soft colors

Shades vs. Tints

http://socialmediaweek.org/blog/2014/10/psychology-color-marketing/

โพสท์ใน Uncategorized | ใส่ความเห็น