การจากไปอย่างสงบและมีสติ

การจากไปของหลวงพี่สุโพธา (พระภิกษุณีสุโพธา)
เป็นธรรมที่น่าจะเอามาแบ่งปันให้ข้อคิดมิตรสหายทุกท่าน
มีคำถามจากคุณหมอท่านหนึ่งถามฉันว่า รู้ได้อย่างไรว่าท่านไปอย่างมีสติ
คำถามนี้ตอบได้ไม่ยากเลยเพราะจากประสบการณ์การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ ICU medicine

(ตึกผู้ป่วยหนักอายุรกรรม) เป็นเวลา 5 ปี และเป็นนักปฏิบัติธรรมฉันสามารถเข้าใจอาการจากไปของหลวงพี่ได้

ฉันจึงเกิดแรงบันดาลใจที่จะเล่าเรื่องที่ได้พบมาเพื่อแบ่งปันแก่มิตรสหาย ญาติธรรมทุกท่าน
ในชีวิตของฉัน ฉันเป็นพยาบาลเคยทำงานที่แผนก ICU MED ร.พ.มหาราชนครราชสีมา ฉันเห็นคนเสียชีวิตมาก็มากแต่ยังไม่เคยเห็นคนที่จากลมหายใจไปอย่างมีสติด้วยสายตาของตนเองเลยสักครั้ง
ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นการจากไปอย่ามีสติทุกวินาทีที่พบ ที่ฉันได้ใช้เวลาประมาณ ๔-๕ ชั่วโมงกว่าอยู่กับการน้อมส่งภิกษุณีพี่สุโพธา หรือหลวงพี่ป๊อบได้พูดคุยและช่วยเหลือบรรเทาทุกขเวทนาดุจญาติสนิท และได้เห็นอาการจากไปอย่างมีสติของท่าน
เวลาประมาณบ่ายสองโมงครึ่งฉันชวนคุณหญิง ( ผาตะวัน) ไปเยี่ยมภิกษุณีสุโพธาที่วัตรทรงธรรมกัลยาณี เพราะได้ข่าวว่าท่านจะมาวางขันธ์ที่วัดนี้ หลังจากที่ท่านเป็นมะเร็งในปอดและรักษาด้วยวิธีการที่ท่านศรัทธามาได้เป็นเวลา ๒ ปีแล้ว ในที่สุดที่ก็ตัดสินใจมาวางขันธ์ที่วัตรทรงธรรม ท่ามกลางความอบอุ่นในแวดวงของภิกษุณีและสามเณรี ฉันไปเยี่ยมท่านและอยู่กับท่านจนท่านเกรงใจและพูดกับฉันว่า “เกรงใจมากๆเลยต้องมาช่วยหลวงพี่” ฉันตอบท่านว่า “หลวงพี่สบายใจได้เลย ตอนนี้การได้อยู่กับหลวงพี่ดูแลหลวงพี่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในขณะนี้ ไม่ต้องเกรงใจนะคะ เป็นโอกาสให้ได้ทำกุศลอีกด้วยค่ะ” หลวงพี่มีมุกเด็ดอยู่เรื่อยๆ หลวงพี่บอกว่าตอนนี้มีแต่แม่ปลาบู่ ฉันเองก็งงๆ หลวงแม่ธัมมปณีตา อธิบายให้ฟังว่า หมายถึงหลวงพี่เหนื่อยแล้วร้องเบาๆเป็นเสียงว่า เอื้อย อ้าย เอื้อย อ้าย ตามการหายใจหอบเข้า หายใจหอบออก เมื่อมีอาการทรมานขันธ์หลวงพี่ก็จะบอกว่า ร้องเพลงให้ฟังหน่อย เพลง “ใจจะขาดแล้วเอย” พอมีคนร้องเพลงจริงๆ พวกเราก็พากันหัวเราะหลวงพี่ก็หัวเราะด้วย ไม่น่าเชื่อเลยว่าหลวงพี่จะมีอารมณ์ขันอยู่ได้ ทุกข์สาหัสเพียงใดท่านยังยิ้มได้และแหย่ให้ญาติโยมร้องเพลง “ใจจะขาดแล้วเอย” แถมยังบอกว่าทำเสียงโหยหวนหน่อย
หลวงพี่ป็อบถามคุณยายท่านหนึ่งว่า “เกิดมาตั้งนานแล้ว ตั้งแต่เกิดมาเคยเห็นใครที่ทรมานอย่างหลวงพี่ไหม” คุณยายมีน้ำตาออกมานิดหน่อยและก็บอกว่า ” ไม่เคยเห็นค่ะ ” สิ่งนั้นเป็นเรื่องหนึ่งที่จะบรรยายว่าหลวงพี่ท่านมีทุกเวทนาเพียงใด ตอนนั้นฉันยังนึกอะไรไม่ออก ในที่สุดก็นึกคำพูดที่จะพูดออกมา พอคุณยายไปแล้วเมื่อถึงเวลาที่ควรแล้วฉันจึงพูดให้กำลังใจท่านตามจริงเพื่อให้ท่านได้รับทราบว่า ” ที่คุณยายตอบเช่นนั้นเพราะคุณยายไม่ใช่หมอไม่ใช่พยาบาลค่ะ ฉันเคยเห็นคนที่ทุกข์ทรมานกว่าหลวงพี่ก็มีค่ะมากด้วย เขาจะควบคุมตนเองไม่ได้กระสับกระส่าย บางคนนะคะ คว้าเอาอุจจาระของตนเองมาตบหน้าพยาบาลก็มีค่ะ”(เอามือที่เปื้อนอุจจาระตนเองตบหน้าพยาบาลด้วยความเครียด ขณะที่พยาบาลเข้ามาเปลี่ยนผ้าปูที่นอนให้ ) (เรื่องนี้เกิดขึ้นใน ขณะที่ฉันทำงานพยาบาลอยู่ ICU MED) หลวงแม่ธัมนันทาท่านก็กล่าวเสริมประสบการณ์ต่างๆว่า “คนที่ทรมานมากว่าหลวงพี่นั้นยังมีอีกมาก” หลวงแม่ธัมมนันทาได้เข้ามาพูดคุยอาการทรมานต่างๆ และบอกให้หลวงพี่ทำสมาธิไม่ต้องไปใส่ใจกับเวทนา ให้หลวงพี่ระลึกถึงแสงฉับพลันรังสี เอาจิตไปไว้ที่แสงฉับพลันรังสีของพระพุทธเจ้าและบอกหลวงพี่ว่า “มีแสงสีฟ้าลงมา ให้กำหนดจิตอยู่กับแสงสีฟ้านั้น”
โยมที่มาเยี่ยมและลูกศิษย์บางท่านได้แสดงน้ำใจโดยการบอกให้หลวงพี่ท่องคำว่า “สัมมาอรหัง ๆ ” แต่หลวงพี่ธัมมปณีตาท่านสะกิดบอกว่า “ไม่ต้องหรอก หลวงพี่ท่านศึกษามามาก ให้อยู่กันสงบๆ ให้ท่านทำสมาธิของท่านเอง” (หลวงพี่ธัมมปณีตาเป็นแม่ทางสายเลือดของหลวงพี่ป็อบ) จริงซินะอยู่กันสงบๆดีที่สุดเพื่อจะได้ช่วยให้หลวงพี่ทำสมาธิได้ง่ายขึ้น ท่านหายใจลำบากมาก มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ ฉันถามท่านว่า “หลวงพี่ไม่สามารถบังคับลมหายใจได้ใช่ไหมคะ” ท่านบอกว่าปอดมันเหลือนิดเดียว น้ำท่วมปอดเกือบหมดแล้ว ปากท่านแห้งมาก ฉันได้ใช้น้ำย่านาง และน้ำสกัดย่านางช่วยให้หลวงพี่ดีขึ้น ฉันใช้น้ำสกัดย่านางฉีดตามศรีษะคอหลังที่มีความร้อนและช่วยกดจุดลมปราณตามที่ได้เรียนมาจากคุณหมอเขียวใจเพชร ใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำคัวซาที่หลังเบาๆ และช่วยบรรเทาอาการปวดศรีษะร่วมกับการใช้ยา พักหนึ่งหลวงพี่บอกว่า “ความปวดความหนักมันลดลง ๕๐ %” หลวงแม่ธัมมปณีตาเอาตัวของท่านมาเป็นที่พักพิงให้หลวงพี่นั่งหอบอยู่สักพักแล้วหลวงพี่ก็นอนลงไปโดยนอนหัวสูง นอนสักพักก็เปลี่ยนเป็นนั่ง นั่งสักพักก็เปลี่ยนเป็นนอนอยู่อย่างนี้ แม้กระนั้นหลวงพี่ก็ยังหยุดทักทายญาติโยม ที่มาดูอยู่ทางหน้าต่าง ทำมือบ้ายบายแถมยังส่งจูบอย่างมีอารมณ์ขัน หลวงพี่บอกว่า “ง่วงนอนมากๆ ไม่ได้นอนมา ๓ วันแล้ว กายมันไม่ยอมพัก จะนอนมันก็ไม่ให้นอน” ฉันอดไม่ได้ที่จะแซวหลวงพี่ว่า “หลวงพี่เคยไปทำให้ใครเขาอดหลับอดนอนหรือเปล่าคะ” ท่านก็ยิ้มแล้ว “ไม่รู้ซิ” ฉันเช็ดตัวให้ท่านโดยเอาน้ำอุ่นกับน้ำอุณหภูมิปกติมาเช็ดตัวแล้วถามท่านว่า อย่างไหนหลวงพี่รู้สึกสบายกว่ากัน ท่านบอกว่า “น้ำเย็นปกติสบายกว่า” เราจึงใช้น้ำปกติเช็ดตัวให้ท่าน
หลวงพี่เรียกคุณโยมคนหนึ่งมาบอกว่า “ให้จุดธูปบอกหลวงยายให้มารับหน่อยไม่ไหวแล้ว” คุณโยมก็รับคำหลวงพี่ คงจะถึงวาระที่หลวงพี่จะไปจริงๆแล้วนะ ฉันคิดอยู่ในใจ

หลวงแม่ธัมนันทาถามฉันว่า การใช้ออกซิเจนกับการไม่ใช่อย่างไหนจะดีกว่ากัน ฉันตอบท่านตามหลักวิชาการแต่ไม่ได้บอกว่าอย่างไหนดีกว่า โดยอธิบายว่า ออกซิเจนจะทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองได้ดีกว่าแบบที่ไม่ใส่ออกซิเจน เมื่อขาดออกซิเจนคนป่วยจะมีทุกขเวทนามากกว่าการได้รับออกซิเจน สรุปแล้วออกซิเจนก็จะทำให้มีชีวิตอยู่ได้นานขึ้นนั่นเอง หลวงแม่บอกว่าถ้าเป็นหลวงแม่หลวงแม่จะไม่เอาออกซิเจนให้ขันธ์มันไปตามธรรมชาติของมัน เราได้สนทนากันในเรื่องการใช้ยามอร์ฟีน หลวงพี่บอกว่าหลวงพี่ไม่ยอมใช้มอร์ฟีนเพราะหลวงพี่อยากจะไปอย่างมีสติ มอร์ฟีนจะกดประสาททำให้ทรงสติไว้ยากหรือทรงไม่ได้เลย หลวงพี่ยอมรับยาคลายกล้ามเนื้อแต่เพียงเล็กน้อยเท่านั้น หลวงพี่เล่าให้ฟังว่า “คนเรามันตายยากนะ พอลมมันจะหมดมันก็กระตุกขึ้นมาอีกหายใจขึ้นมาอีก หลวงพี่ผ่านภาวะ การหิวอากาศ (air hunger) (จากการที่หายใจไม่มีออกซิเจนเพียงพอ) มาแล้วมันไม่ยอมตาย” แล้วหลวงพี่ก็หัวเราะ
ในที่สุดเวลาประมาณ ๑๘ นาฬิกาหลวงพี่ก็ตัดสินใจเอาสายออกซิเจนออกแล้ว หลังจากนั้นหลวงพี่เหนื่อยมากๆ หอบหนักขึ้น ฉันสงสารท่านมาก หลวงพี่เหนื่อยจนฉันอยากจะบอกหลวงพี่ว่าเอาสายออกซิเจนมาใส่เถิดฉันรู้สึกสะเทือนใจในการตัดสินใจของท่านเพราะทราบว่าท่านกำลังทำสงครามที่ทำได้ยากยิ่ง สงครามในใจที่จะวางร่างดับขันธ์ นาทีที่ท่านตัดสินใจเอาออกซิเจนออกเพื่อจะจากไปอย่างธรรมชาติท่านมีจิตใจเด็ดเดี่ยวมากๆ หลังจากเอาออกซิเจนออกแล้วท่านปวดศรีษะมากๆ ท่านอดทน ท่านพยายามเข้าสมาธิ พวกเราเอาใจช่วยท่าน ในที่สุดท่านก็เข้าสมาธิได้อย่างน่าทึ่ง ก่อนหน้านั้น
ฉันถามท่านว่า “หลวงพี่จะทำอะไร” ท่านตอบว่า “หลวงพี่จะตาย”
ฉันตอบหลวงพี่ตรงๆว่า “ชีพจรหลวงพี่ยังเต้นสม่ำเสมอดีมากเลย หลวงพี่จะไปได้อย่างไร ” หลวงพี่ได้แต่ยิ้ม
หลวงพี่พูดออกมาว่า “คนเรามันตายยากจริงๆ” ฉันกำลังนึกว่าฉันจะพูดอะไรกับหลวงพี่บ้างนะในภาวะวิกฤตเช่นนี้ ฉันบอกหลวงพี่ว่า “มียาฉีดที่จะช่วยบรรเทาเวทนาได้เป็นยาคลายกล้ามเนื้อ” หลวงพี่ยิ้มแล้วก็ส่ายหน้า หลวงพี่บอกว่า “พอแล้ว” หลวงพี่ตัดสินใจที่จะจากไปอย่างมีสติและเรียนรู้กับเวทนาอย่างสุดๆ หลวงพี่บีบมือฉันและถามว่า “หลวงพี่จะทำยังไง” (ขณะนั้นหลวงแม่ธัมมนันทาท่านไปสรงน้ำ) เป็นการถามที่ฉันสัมผัสได้กับจิตใจในการเอื้ออาทรให้ผู้อื่นได้แสดงความคิดเห็นเพราะที่จริงหลวงพี่ท่านก็ทราบอยู่แล้ว ฉันตอบหลวงพี่ตามคำของหลวงแม่ที่ฟังมา คือให้หลวงพี่ระลึกถึงสิ่งที่หลวงพี่ศรัทธาที่สุดและถามหลวงพี่ว่า “หลวงพี่เห็นฉับพลันรังสีไหมเห็นแสงสีฟ้าไหม” หลวงพี่ตอบว่า “เห็น” ฉันจึงตอบว่าให้เอาจิตไว้ที่นั่นไม่ต้องสนใจเวทนาที่เกิดขึ้น” (การดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายเป็นการดูแลจากฐานเดิมของผู้ป่วยตามที่ผู้ป่วยศรัทธามา สิ่งที่เหมือนกันในทุกศาสนาคือ การทำใจให้สงบ แต่กุศโลบายในการทำใจให้สงบนั้นมีกุศโลบายต่างๆกันไป แต่เป้าหมายเหมือนกันคือ ความสงบแห่งจิตที่จะพาสู่สุคติ)
อาการของหลวงพี่เป็นอาการของคนที่กำลังทำสมาธิเข้าฌาณมีอาการสงบเป็นระยะแล้วก็มีอาการทนไม่ไหวปรากฏสลับกันไปเป็นช่วงๆ ในที่สุดก็เป็นอาการอันสงบที่ฉันใช้คำพูดว่า “หลวงพี่ทำได้แล้ว” ฉันคิดอยู่ในใจว่า เวลาเราจะตายเราจะทำอย่างหลวงพี่นี่แหละ เราต้องฝึกฝนตนเองตั้งแต่วันนี้ เพราะถ้าหลวงพี่ไม่ฝึกฝนมาไม่มีทางทำได้หรอก ในโลกนี้ไม่มีใครได้อะไรมาฟรีๆ ทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัย มีที่มาทั้งนั้น ท่านทำได้เพราะท่านได้ทำมา บำเพ็ญมา มันจึงเป็นของท่าน
ภาพสุดท้ายก่อนจากยังประทับอยู่ในใจ หลวงแม่ธัมมนันทา พี่เณรผารุ้ง หลวงพี่ธัมมปณีตาซึ่งท่านเป็นแม่ทางสายเลือดของหลวงพี่ป๊อบอยู่เคียงข้างและมีสามเณรีสวดมนต์ให้หลวงพี่ฟัง ไม่ทราบว่าบทอะไร ฉันเองยังไม่เคยได้ยินมาก่อน หลวงพี่ก็ทำปากขมุบขมิบแต่ไม่มีเสียงออกมาเหมือนประหนึ่งว่าหลวงพี่ได้สวดมนต์ไปด้วยกัน เป็นอีกอาการหนึ่งที่ฉันสังเกตเห็นได้ ในใจฉันคิดว่าหลวงพี่จะพูดอะไรหรือเปล่าแต่ดูปากท่านแล้วเป็นการสวดมนต์มากกว่า การหายใจเข้าออกของท่านขณะที่ไม่มีสายออกซิเจนในขณะนี้ ดูดีกว่าตอนที่มีสายออกซิเจนเสียอีก ไม่น่าเชื่อจริงๆ อาการขันธ์ของท่านค่อยๆจากไปอย่างสงบพร้อมกับปากขมุบขมิบของท่านปิดลงเป็นครั้งสุดท้าย พระอาจารย์ปู่มาถึงขณะที่หลวงพี่มีแต่ร่างที่กำลังหายใจเบาลงๆ พระอาจารย์ปู่และพระภิกษุณีและสามเณร รวมถึงญาติโยมได้สวดมนต์ส่งหลวงพี่เป็นครั้งสุดท้าย จากนั้นท่านก็ไม่มีอาการรับรู้อะไรอีก หลวงแม่ธัมมนันทาให้หลวงพี่ธัมมปณีตาไปนั่งข้างๆด้านขวามือของหลวงพี่และจับมือหลวงพี่ไว้ เพื่อการจากไปในอ้อมอกแม่ เป็นภาพความอบอุ่นที่น่าประทับใจมาก คุณผาตะวันบอกว่า ท่านไม่ทราบว่าหลวงแม่ธัมมปณีตาเป็นแม่จริงๆของหลวงพี่ ได้แต่สังเกตว่า “ผู้หญิงอะไรอ่อนโยนมากๆ นุ่มนวลมีพลังแสดงถึงความเมตตามากๆ” อันที่จริงหลวงพแม่ธัมมปณีตาท่านก็อ่อนโยนกับทุกคนนะคะไม่ใช่กับหลวงพี่เท่านั้น
ต้องขอบคุณโอกาสในการทำบุญกับหลวงพี่สุโพธา กราบขอบพระคุณพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ที่ทำให้ฉันมีจิตใจที่พร้อมจะดูแลญาติทางธรรมได้เช่นเดียวกับกับพ่อแม่พี่น้องของฉัน เราพึ่งการเกิดแก่เจ็บตายกันได้แน่นอน อย่าว่าแต่ในชาวอโศกด้วยกันเลย คนที่เรารู้จัก คนที่มีพระคุณต่อส่วนรวม คนที่อุทิศตนเพื่อประเทศชาติ บ้านเมือง ศาสนา พ่อครูก็จะให้พวกเราได้ไปช่วยเหลือดูแล เท่าที่โอกาสจะเปิดอำนวยให้ค่ะ
ใจกลั่น นาวาบุญนิยม
9 ก.ค 2555

ข้อความนี้ถูกเขียนใน Uncategorized คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

1 ตอบกลับที่ การจากไปอย่างสงบและมีสติ

  1. wboonchai พูดว่า:

    ขอบคุณ forwarded mail ที่มีคุณค่า จากคุณดำรงศักดิ์

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s